วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564

เมืองโบราณซับจำปา

ขุดพบเศียรพระพุทธรูปโบราณอายุพันปี สวยงามที่สุด ณ เมืองโบราณซับจำปา

เศียรพระพุทธรูปนี้ ขุดพบที่โบราณสถาน เมืองโบราณซับจำปา อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี จากการศึกษาและสำรวจทางโบราณคดี สันนิษฐานอายุราว พุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ซึ่งเป็นเศียรพระพุทธรูป สมัยทวารวดีที่มีความสวยงามที่สุดตั้งแต่เคยพบมา

เศียรพระพุทธรูปที่ค้นพบที่เมืองโบราณซับจำปาแห่งนี้น่าจะสร้างจากศรีลังกาและเข้ามาที่เมืองโบราณแห่งนี้ในสมัยทวาราวดีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่11-12 ดูแล้วไม่น่าจะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่นสมัยทวาราวดี หินที่ใช้แกะสลักเศียรพระพุทธรูปองค์นี้ไม่น่าใช่หินที่มีในเมืองไทยครับ. พระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะจำลองแบบจากพระพักตร์ของกษัตริย์องค์หนึ่งของศรีลังกาในยุคนั้น แสดงว่าเมืองโบราณซับจำปาแห่งนี้มีการติดต่อกับศรีลังกาทางเรือมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้วครับ/ เอนกลาภ

พระคันธารราฐ พระพุทธรูปพันปีสมัยทวารวดี - วัดหน้าพระเมรุ อยุธยา

พระคันธารราฐ พระพุทธรูปโบราณลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาทอายุกว่าพันปีสมัยทวารวดี - วัดหน้าพระเมรุ อยุธยา

พระพุทธรูปสี่ทิศแบบมอญและช่องประทีป วัดพระยาแมน วัดร้างที่อยุธยา

ผมสันนิษฐานว่าพระอาจารย์ของพระเพทราชาที่ทำนายว่าพระเพทราชาจะได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้น ท่านมีเชื้อสายมอญครับ พระเพทราชาเมื่อมาบูรณะวัดนี้จึงใช้ศิลปกรรมแบบมอญคือมีพระพุทธรูปสี่ทิศไว้ในพระอุโบสถ การที่มีซุ้มเล็กๆไว้ใส่เทียนในพระอุโบสถผมสันนิษฐานว่าวัดนี้มีการฝึกสมาธิวิปัสสนาตอนกลางคืนเป็นประจำ เจดีย์สององค์น่าทางเข้าโบสถ์ของวัดนี้ องค์หนึ่งน่าจะบรรจุพระอัฐิของพระเพทราชาไว้ภายในและอีกองค์หนึ่งที่อยู่ใกล้กันน่าจะบรรจุอัฐิของพระอาจารย์ของท่านที่เป็นพระสงฆ์และเป็นอดีตเจ้าอาวาสของวัดนี้ วัดนี้มีพระอุโบสถโค้งแบบท้องเรือสำเภาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปอยุธยาตอนปลาย วัดนี้ชื่อเดิมไม่ได้ชื่อ วัดพระยาแมน แต่ไม่ทราบว่าชื่อวัดอะไร วัดนี้มีมาก่อนสมัยพระเพทราชา เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนกลางแต่ในสมัยพระเพทราขาพระองค์ทรงให้สร้างวัดนี้ใหม่เหมือนที่เราเห็นในปัจจุบันเพื่อแสดงความเคารพและยกย่องพระอาจารย์ของพระองค์ครับ ขอขอบคุณ อ.ฉันทัสและคุณตั้มที่นำชมวัดนี้ คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักวัดนี้เพราะวัดนี้อยู่ลึกมาก ผมเคยไปเยี่ยมชมเมื่อ 5ปีก่อนครับ/ เอนกลาภ



 

เจดีย์ผังแปดเหลี่ยมรุ่นแรก สมัยก่อนอยุธยาที่วัดพระรูป สุพรรณบุรี

 

เจดีย์ผังแปดเหลี่ยมรุ่นแรก สมัยก่อนอยุธยาที่วัดพระรูป สุพรรณบุรี

เจดีย์แปดเหลี่ยมวัดพระรูปแห่งนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าครับ สร้างก่อนการตั้งกรุงศรีอยุธยา ผมคิดว่าสร้างต้นศตวรรษที่ 19 ก่อน พ.ศ 1893 วัดพระรูปนี้สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์ สุพรรณภูมิผู้ยิ่งใหญ่และเลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ลวดลายบนองค์เจดีย์ที่ ดร.ฉันทัสไม่ทราบว่าเป็นลวดลายอะไรนั้นผมขออธิบายว่าเป็นลวดลายพรรณพฤกษา มีทั้งดอกไม้และใบไม้ เป็นศิลปกรรมแบบสุพรรณภูมิครับ ลวดลายแบบนี้ทำได้ยากมากต้องเป็นช่างชั้นครูครับ วัดนี้น่าจะเป็นวัดประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิที่มีความสำคัญมากองค์หนึ่งครับ / เอนกลาภ

เจดีย์ผังแปดเหลี่ยมรุ่นที่ ๒ สมัยอยุธยาตอนต้น วัดศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

เจดีย์​ทรง​สูง​ มี​ 3 รุ่นครับ​ รุ่น​ 1 ก่อน​รับ​คติ​เถรวาท​ลังกา​ พศว.19-20​ มี​พระ​ล้อม​รอบ​ทิศ รุ่น​ 2 แรก​รับ​คติ​เถรวาท​ลังกา​ พศว.20​ มี​พระ​หนึ่ง​องค์​ อยู่​ทาง​ตะวัน​ออก รุ่น​ 3 ประยุกต์​ให้​เข้ากับ​คติ​เถรวาท​ลังกา​ พศว.20-21​ ไม่​มี​ซุ้ม​พระ​ เช่น​ เจดีย์​วัด​สาม​ปลื้ม​ อยู่​กลาง​วง​เวียน​ อยุธยา​ครับ อยุธยา​รับ​พุทธ​เถรวาท​ช้า​กว่า​สุโขทัย​ครับ​ เพราะ​สืบทอด​ขนบ​ละโว้​-เขมร​ใน​ช่วง​แรก​ มี​สร้าง​วัด​มเหยงค์​ใน​คติ​พุทธ​เถรวาท​ลังกา​ใน​ปี​ 1980 หรือ​ปลาย​ พศว.20 ถือว่า​ปรับตัว​ช้า​กว่า​สุโขทัย​ครับ ส่วน​สุพรรณ​ก็​สืบคติ​ท้อง​ถิ่น​อยู่​นาน​ ปรับตัว​ช้า​เหมือน​กัน​ครับ แต่​จะ​มอง​เห็น​ว่า​ ​แต่ละ​ท้องถิ่น​ก็​จะ​มี​พุทธ​ที่​มี​ความ​เป็น​ตัวเอง​ แบบ​ที่​ไม่​เหมือน​กัน​

เจดีย์วัดโหน่งเหน่งแห่งนี้มีอายุประมาณ 500ปีเศษ วัดนี้สร้างโดยพระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิร่วมสมัยกับอยุธยาตอนต้น เจดีย์องค์นี้เป็นแบบเดียวกันกับเจดีย์วัดสามปลื้มที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่เจดีย์องค์นี้เก่าแก่กว่าเจดีย์วัดสามปลื้มเล็กน้อย วัดนี้ชื่อเดิมไม่ใช่ชื่อวัดโหน่งเหน่ง แต่ไม่ทราบว่าวัดนี้ชื่อเดิมว่าวัดอะไร ภายในเจดีย์องค์นี้มีวัตถุโบราณที่มีค่าบรรจุอยู่ภายในและมีพระพุทธรูปโบราณอยู่ภายในองค์เจดีย์ด้วย วัดนี้ต้องเป็นวัดที่สำคัญในอดีต เสียดายที่พระอุโบสถและพระวิหารหายไปแล้วแต่เจดีย์องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์นะครับ ใครที่ได้มีโอกาสไปกราบไหว้ถือว่ามีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตครับ/ เอนกลาภ

วัดสี่เหลี่ยม วัดร้างริมถนนก่อนเข้าเมืองอยุธยากับเจดีย์รูปทรงแปลกตา

เจดีย์ทรงพยู(เจดีย์ลอมฟาง) รูปทรงแปลกตา ที่วัดสี่เหลี่ยม วัดร้างริมถนนก่อนเข้าเมืองพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างโดยชาวมอญเชื้อสายพยูที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา
เจดีย์​มี​องค์​ประกอบ 1. ฐาน​ 2 ชั้น​ ผัง​สี่เหลี่ยม​ ยก​เก็จ​ คาดลวด​บัว​กลม​(ลูก​แก้ว) 2. องค์​ระฆัง​ทรง​ลอม​ฟาง 3. ต่อ​ด้วย​ก้าน​ฉัตร​ ไม่​มี​บัลลังก์ รูป​แบบ​นี้​เทียบ​ได้​กับ​เจดีย์แบบ​พยู​ ผม​เจอ​ 2 องค์​ใน​เมืองสะเทิม​ รัฐ​มอญ​ ประเทศ​พม่า​ครับ​

ชาวพยูคือผู้สร้างอาณาจักรศรีเกษตร อาณาจักรศรีเกษตรคืออาณาจักรแรกในดินแดนสุวรรณภูมิที่รับพระพุทธศาสนาจากอินเดีย ปัจจุบันอาณาจักรนี้อยู่ใกล้เมืองแปรในประเทศเมียนม่าร์ ชาวพยูมีอาณาจักรของตนเองมาก่อนที่ชาวพม่าจะมาสร้างอาณาจักรพุกาม เจดีย์องค์นี้สร้างตามแบบชาวพยู แสดงว่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรนั้นมีชาวพยูถูกกวาดต้อนให้มาอยู่ในอยุธยาจำนวนมาก ส่วนโบสถ์ของวัดสี่เหลี่ยมแห่งนี้คือบริเวณบ้านของเจ้าของที่ในปัจจุบัน เจดีย์ที่เห็นในคลิปนี้คือด้านหลังของวัดครับ แต่ทำไมชาวบ้านถึงมาสร้างบ้านทับบนโบราณสถานได้ สมัยก่อนเมืองไทยปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้มาก ไม่ควรให้มาสร้างบ้านบนพื้นที่โบราณสถานครับ วัดนี้อาจจะเป็นวัดเดียวในอยุธยาที่มีรูปทรงเจดีย์แบบนี้ เจดีย์นี้ยังมีสมบัติโบราณเก็บซ่อนไว้ภายใน พวกขโมยสมบัตินำไปได้บางส่วนเท่านั้น เพราะชาวพยูมีวิธีซ่อนสมบัติไว้ในเจดีย์ซึ่งยากที่คนอื่นจะรู่ว่าอยู่ตรงไหน แต่วัดนี้เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาด้วยเพราะมีศิลปะที่อ.ฉันทัส เรียกว่าลายลูกแก้ว ลายนี้เป็นลายของพระมหากษัตริย์ที่คนทั่วไปจะนำไปใช้ไม่ได้ วัดนี้สร้างโดยพระมหากษัตริย์แน่นอนครับ ขอขอบคุณคุณตั้มและ ดร.ฉันทัส ที่นำชมวัดนี้ครับ/ เอนกลาภ






วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พลิกแผนดีเอสไอ โดยรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เผยเหมือนเล่นเกมส์จริงๆ ย้ำดีเอสไอมีสิทธิแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ ลูกศิษย์ตั้งข้อสังเกตอาจมีแผนจับพระธัมมชโยสึก

พลิกแผนดีเอสไอ โดยรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เผยเหมือนเล่นเกมส์จริงๆ ย้ำดีเอสไอมีสิทธิแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ ลูกศิษย์ตั้งข้อสังเกตอาจมีแผนจับพระธัมมชโยสึก

       คุณปรเมษฐ์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาออกมาเผยเบื้องแท้และเบื้องหลัง ตอบทุกเม็ดแบบชัด ๆ ล้วงผลิกแผน ย้ำชัดว่า ดีเอสไอในฐานะพนักงานสอบสอบมีอำนาจที่ จะแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้
          ในกรณีของวันนี้ 26 พ.ค. ที่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่สามารถเดินทางไปมอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่ สภอ.คลองหลวง ตรงข้ามวัดพระธรรมกายได้ตามที่นัดหมายไว้ในเวลา 14.30 น. โดยอ้าง ว่าขณะกำลังย้ายพระธัมมชโยจากเตียงพยาบาลมาขึ้นรถ ปรากฏว่าพระธัมมชโยมีอาการลมตีขึ้น เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมกระทันหัน และดีเอสไอเองกำลังจะขอหมายหมายค้นจากศาล และเข้าจับกุมพระธัมมชโยในวัดธรรมกายนั้น
         วันนี้ คุณปรเมษฐ์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา สำนักงานคดีอาญาออกมาเผยเบื้องแท้และเบื้องหลัง ตอบทุกเม็ดแบบชัด ๆ ล้วงผลิกแผน ย้ำชัดว่า ดีเอสไอในฐานะพนักงานสอบสอบมีอำนาจที่ จะแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ ทำให้วุ่นวายกันไปเปล่า ๆ ทำไมแจ้งที่คลองหลวงได้ แจ้งที่วัดไม่ได้ เรามาลองติดตามกันครับ
        วันนี้ไทยรัฐทีวีช่อง 32 ได้สัมภาษณ์พิเศษคุณปรเมษฐ์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ในกรณีที่มีดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาพระธัมมชโยในวันนี้ 26 พ.ค. ที่สภอ. คลองหลวง ถือว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ มีการผ่อนผันได้ไหม
      ท่านรองอธิบดีอัยการ: ผมขอตอบว่าจริงๆ แล้ว ในการดำเนินแจ้งข้อกล่าวหา มันเป็นไปตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหาปรากฏตัว กฏหมายเขียนว่าจะผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมา หรือพนักงานสอบสวนเอง หรือต่อหน้าพนักงานสอบสวน ให้ถามชื่อและแจ้งข้อกล่าวหาคือประเด็นที่หนึ่ง

สำหรับคำถามว่าต้องแจ้งที่ไหน
         ท่านรองอธิบดีอัยการย้ำชัดว่า พนักงานสอบสอบมีอำนาจที่จะเรียกมาได้ทั้งนั้น จะทำการในที่ใด เวลาใดก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร ก็หมายว่าเรื่องของการสอบสวนนั้น จะแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอวันทำการของพนักงานสอบสวน ในกรณีของธัมมชโย ก็สามารถไปแจ้งที่วัดได้ แจ้งแล้วจะควบคุมตัวหรือไม่นั้น จากนั้นก็ต้องดูกัน เพราะให้อำนาจเจ้าพนักงานสอบสวน ถ้าไม่ควบคุมตัวก็ให้ประกันไป ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติถ้าจะไปแจ้งที่วัด แต่ผมว่าเป็นการเล่นเกมส์กันมากเกินไป ทำให้วุ่นวายกันไปเปล่าๆ ทำไมแจ้งที่คลองหลวงได้ แจ้งที่วัดไม่ได้ ตั้งข้อสังเกตไหม ทำไมต้องมาที่ดีเอส แล้วครั้งนี้มาคลองหลวง ถ้ามาที่คลองหลวงได้ ก็มาที่วัดได้เหมือนกัน

มีคำถามว่า ดีเอสไอ อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่
       ท่านรองอธิบดีอัยการตอบ อันนั้นอาจเป็นเหตุผลทางการปฏิบัติของเขา แต่ที่จริงๆ แล้ว เราก็ดำเนินคดีไปตามปกติ ทุกวันนี้ การดำเนินคดีรู้สึกมันบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไป มันไม่ค่อยเป็นไปตามหลัก ถ้าเข้าไปแล้วแจ้งข้อกล่าวหา ธัมมชโยจะให้การอย่างไร จะให้การเป็นลายลักษณ์อักษร หรือให้การด้วยวาจา ก็เป็นสิทธิของเขาเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรผิดปกติเลย จริงๆ แล้วสบายๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ การใช้กฎหมายค่อนข้างจะมีปัญหาทุกวัน

ถามว่าในกรณีพระธัมมชโยที่อาพาธหนัก ความเห็นของท่านตามเห็นสมควร ดีเอสไอควรที่จะเข้าไปพบ ผู้ที่มีอาการป่วยแบบนี้ และแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่
       ท่านรองอธิบดีอัยการเผยว่า ก็ได้เยอะแยะ ขนาดไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรืองจำก็ยังมี นอนป่วยในเรือนจำ นอนป่วยในโรงพยาบาล ก็ไปแจ้ง ไม่ใช่ว่าแจ้งไม่ได้ มันแจ้งได้ ต้องเข้าใจคนพอมีคดีเข้าอาจไม่ปกติ มีอาการป่วย การจะถามว่าลุกขึ้นเดินได้ไหม ไม่ใช่สาระ พูดตรงๆถ้าผมเป็นนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับคดีนะ และไม่อยู่ในฐานะพนักงานอัยการ ถ้าธัมมชโยสามารถขึ้นรถพยาบาลไปรับข้อกล่าวหาได้ และเดี๋ยวนี้พนักงานสอบสวน ผมชื่นชนอยู่อันนึง พอเรียกใครไปมอบตัว เค้าก็ไม่ต้องประกันตัว หลายคดีก็ไม่ต้องประกันตัว ก็ถือว่ามาตามกำหนด ก็จบ ไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่มีได้ข่าวว่า จะต้องมีประกัน ห้าล้านนั้นไม่ใช่เรื่องหลัก เรื่องหลักคือคุณมารับทราบข้อกล่าวหา จะให้การอย่างไร ก็ให้การไป
ขอขอบคุณแหล่งข่าวจากไทยรัฐทีวีช่อง 32

เร่งด่วนมากหรือไง? ได้อะไรครับ? ดีเอสไอ

เร่งด่วนมากหรือไง?  ได้อะไรครับ?  ดีเอสไอ

1.   คนเลวหรือคนดี ที่จะปล่อยให้มีการบุกจับ จนอาจเป็นเหตุ
ให้มีผู้บาดเจ็บหรือตายเป็นสิบ เป็นร้อย หรือมากกว่านั้น เพียง
เพราะพระไม่ไปมอบตัว ต่อการ "กล่าวโทษ" ว่ายักยอกทรัพย์
และฟอกเงิน "ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานต่อสาธารณชน” ทั้งที่พระ
ท่านก็ป่วยและเชิญให้เข้ามาตรวจ แต่ดีเอสไอไม่ยอมส่งแพทย์
มาตรวจ จงใจหาเหตุเข้ามาจับให้ได้  ทำให้ผู้เคารพศรัทธา
เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านคน หวาดกลัวว่าจะมาทำร้ายพระ
ถึงขนาดมาอยู่วัดเป็นหมื่นคน แล้วประกาศขอยอมตาย
ไหนจะญาติพี่น้องทางบ้านเขาเหล่านั้นอีกที่ต้องทุกข์กังวลใจ

2.   คนเลวหรือคนดี ที่จะไชโยโห่ร้อง หากเจ้าหน้าที่จะทำรุนแรง
     อย่างนั้น
3.   คนดีๆ จะไม่ยอมตัดสินอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องถึงชีวิต

"ปล่อยโจร 10 คน ยังดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์คนเดียว"
"Better that ten guilty persons escape than
 that one innocent suffer"
(Sir William Blackstone 1723-1780)
เกือบทุกประเทศทั่วโลกยึดหลักการนี้เหมือนกันหมด
เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ต้องสงสัยที่อยู่ระหว่างการสืบสวน
และยังไม่มีคำตัดสินชี้ขาดจากศาล โดยให้ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

4.   เรื่องนี้ ยังไม่ถึงศาลเลย พระยังไม่ได้เป็นจำเลยเสียด้วยซ้ำ
แต่ ดีเอสไอ คงคาดการณ์แล้วใช่หรือไม่ ว่า ถ้าไม่เข้าไปหาพระ
ผลจะบานปลายมาถึงขนาดนี้  แถมมีผลให้สื่อและผู้ที่ไม่รู้เท่าทัน
ช่วยรุมพระให้เป็นจำเลยสังคม แล้วจะได้นำกำลังมาจัดการ
ให้เหมือนว่าทำถูกต้องตามกฏหมาย ใช่หรือเปล่า

จะเรียกว่า "ใจดำอมหิต" ได้ไหม

"ท่านมีจิตเมตตาสงสาร" บ้างไหมกับพระผู้เฒ่า อายุถึง 72 ปี
ที่ตลอดชีวิตทำความดีมาตลอด ไม่เคยทำร้ายคนหรือชีวิตสัตว์เลย

"ผู้มีใจเป็นธรรม" หากจะรู้สึกสะใจกับข่าวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น
ลองย้อนกลับไปอ่านใหม่ทั้ง 4 ข้อ อีกครั้ง

วันนี้ ดีเอสไอ จับพระเพราะอะไร ...คนไทยอาจ งง ๆ ไม่ชัดเจน รู้แต่จะจับ ให้ได้ ผมลองทบทวน ได้ความว่าที่จะจับ เพราะ ข้อหา" พระรับของโจร"

#อรรถชัย อนันตเมฆ# อดีตพระเอกละครทีวี...

   วันนี้ ดีเอสไอ จับพระเพราะอะไร ...คนไทยอาจ งง ๆ  ไม่ชัดเจน รู้แต่จะจับ ให้ได้
ผมลองทบทวน  ได้ความว่าที่จะจับ เพราะ ข้อหา" พระรับของโจร"
หากคิดต่อไปอีกนิด อื่ม มันก็ แปลก ๆ เกิดมาไม่เคยได้ยินว่าพระรับของโจร ...

พระมิใช่ โรงจำนำ ไม่ใช่ร้านรับซื้อของเก่า ธรรมกาย มิใช่ตลาดมืด พระมิได้เหมือนบุคคลปกติ ที่จะ รับซื้อ ..รับขาย 
มีแต่ต้องถวายเท่านั้น ..

เมื่อเป็นแบบนั้น ก็ มีเรื่องให้ต้องพิจารณา

1 โยมถวาย พระ ไม่รับ ได้ไหม ..ไม่มีเหตุ ไม่รับก็ อาบัติ

2  โดยเฉพาะเมื่อ โยมถวายเป็นปัจจัย ส่วนกลาง มิใช่สมบัติส่วนตัว พระมีหน้าที่เป็นคนกลางในการรับมอบเท่านั้น ...ไม่ทำหน้าที่ได้อย่างไร

3  พระจะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนเป็นของโจร หรือ ไม่เป็น  โจรจะบอกไหมว่า ผมเป็นโจรขอถวายเงินที่ปล้น ..???

4 เมื่อรู้ว่าเป็นของโจร ก็ คืนแล้ว ..แสดงเจตนาบริสุทธิ์

5 เงินก้อนเดียวกัน โยมคนเดียวกัน นำไปกระจายใช้ในหลายลักษณะ ทำไม เจาะจงมาเอาผิดเฉพาะพระ

คดีกล่าวหาพระรับของโจร เป็นคดี ไร้สาระแท้ ๆ ขึ้นศาลไปหากตาชั่งไม่เอียง ก็  มีโอกาสชนะ เสียเวลาทำงานของ ศาลเสียปล่าว ๆ 

ความจริง ดีเอสไอไม่ควร เอามาเป็นเรื่องเสียด้วยซ้ำ ..
แต่ ดีเอสไอ โดยนาย ไพบูรณ์ ก็ ทำ ....

มันเห็นได้ชัดว่าทำเพราะ มีเป็าหมาย ...จำเพาะเจาะจง ..

เพราะ แม้ต่อไปคดีจะยกฟ้อง ก็ คงไม่สำคัญแล้ว   เพราะ พระธัมมชโย ต้องมลทิน  ติดคุก ติดตะราง  สึกจากความเป้นพระไปก่อนแล้ว ...

ทุกอย่าง จะ สำเร็จตามความต้องการของ นายไพบูรณ์ และ ทีม ..
ที่รับงานมา " สึกพระ " ทำลายธรรมกายไปเรียบร้อย

ผมเคยบอกแล้วว่า ผมไม่ได้เป็นศิษย์ธรรมกาย 
แต่ขอยืนข้างธรรมกาย เพราะ... เชย์ กูวาร่า 

เอ๊า ....เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า.. 

" เมื่อคุณเห็นความอยุติธรรม แล้วโกรธจนตัวสั่น ...
เราคือพวกเดียวกัน ..."

#อรรถชัย อนันตเมฆ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

#‎ดีเอสไอ‬ :หมายจับกับความชอบธรรม "พระธัมมชโย"


#‎ดีเอสไอ‬ :หมายจับกับความชอบธรรม "พระธัมมชโย"
       
       การวิพากษ์นี้ มุ่งประเด็นกรณีพระเทพญาณมหามุนี(พระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย) ข้อเขียนนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตจากกรณีที่ศาลอาญา ได้ออกหมายจับ ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ไปโดยมีการไต่สวนคำร้องที่เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้ารัฐและฝ่ายของตัวแทนผู้ต้องหา คือ พระธัมมชโย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งการสอบสวนคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น แม้ในส่วนคดีนี้ที่ทางฝ่ายผู้ต้องหามีข้อโต้แย้งหลายประการ ตามที่ทราบกันทั่วไปในการแถลงข่าวและขอความเป็นธรรมไปบ้างแล้วนั้น จึงไม่ขอลงรายละเอียดเนื้อหาในคดี เพราะอาจจะกระทบต่อรูปคดี ซึ่งผู้เขียนไม่มีความเกี่ยวข้อง แต่ในฐานะนักกฎหมายผู้หนึ่งและต่อสู้ในทางสิทธิมนุษยชน จึงขอตั้งข้อสังเกตที่เป็นการจับตาไปยังท่าทีและแนวทางของดีเอสไอ ว่าจะดำเนินอย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสม และชอบธรรมเมื่อมี "หมายจับ!"
          หากกล่าวถึงเหตุออกหมายจับ ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 66 ย่อมหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุออกหมายจับ ศาลจะออกหมายจับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มีเหตุออกหมายจับศาลก็ไม่อาจจะไม่ออกหมายจับก็ได้ ไม่มีกฎหมายมาตราใดบังคับว่า หากมีเหตุออกหมายจับแล้วศาลต้องออกหมายจับ หากศาลเห็นว่าบุคคลนั้นไม่หลบหนีอย่างแน่นอน ศาลอาจไม่ออกหมายจับก็ได้ แม้จะมีเหตุออกหมายจับก็ตาม ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้อง "นัดหมาย" หรือออก "หมายเรียก" บุคคลนั้นต่อไป หากบุคคลนั้นไม่มาตามนัดหรือหมายเรียก พนักงานสอบสวนย่อมร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะออกหมายจับตามคำร้องขอครั้งที่สองของพนักงานสอบสวนหรือไม่
         เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ศาลอาญาได้ออกหมายจับ แต่ดีเอสไอก็ใช่ว่าจะต้องจับพระธัมมชโย เพราะเหตุว่าพระธัมมชโยไม่มามอบตัวที่ดีเอสไอภายในเจ็ดวัน หรือตามที่ขีดเส้นตายไว้ กระบวนการในทางอาญายังมีหลักการเป็นแนวทางปฏิบัติอีก จึงอยู่ว่าดีเอสไอจะใช้อำนาจของตนอย่างไร ทั้งนี้ มีข้อพิจารณาอยู่ว่า
         ก.พระธัมมชโย ท่านไม่มาที่ดีเอสไอเพราะเหตุใด มีเหตุอันสมควรหรือไม่
         ข. การต้องบังคับจับกุมตามหมายจับ จะกระทำด้วยความเหมาะสมแก่สถานะของพระธัมมชโย(พระภิกษุ) อย่างไร
        ค. หากดีเอสไอเห็นว่าไม่มามอบตัว จะต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปจับกุมในวัดพระธรรมกาย อะไรจะเกิดขึ้น
       
ง. คดีนี้ เป็นเพียงขั้นตอนแรกที่ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้โอกาสแก้ข้อหาได้เต็มที่(ย้ำว่าขั้นตอนแจ้งข้อหา) ซึ่งในทางคดี ดีเอสไอควรต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรและสามารถกล่าวหาพระธัมชโยได้อย่างหนักแน่น

          ข้อพิจารณาดังกล่าวข้างต้น หากเทียบกับคดีที่มีพระรูปหนึ่งที่ร่วมจัดการชุมนุมทางการเมืองและถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ศาลอาญาได้ออกหมายจับไปแล้ว แต่ยังไม่มีจับกุม จนกระทั่งมีกระแสข่าวว่า มีการถอนหมายจับในทางสอบสวนเมื่อสอบเสร็จแล้วส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษยังได้รับโอกาสให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม แล้วยังไม่สั่งฟ้องต่อศาลกลับทอดเวลานานนับปีได้ ดีเอสไอและอัยการทำอย่างไร เคยมีการชี้แจงต่อสาธารณชนหรือไม่ ดังนั้นด้วยกระบวนการเช่นนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอใช่หรือไม่
           แต่อย่างไรก็ตาม กรณีกล่าวหาพระธัมมชโยนี้ ย่อมจะเป็นสิ่งที่จะสะท้อนถึงบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม มีรัฐมนตรียุติธรรมกำกับดูแลทางด้านนโยบาย ด้านอื่นจะมีหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนได้ไม่น้อยในห้วงภาวะการเมืองและอำนาจการปกครองประเทศอย่างมีนัยยะหรือไม่ เพราะผู้คนที่สนใจ อาจมองไปถึงผู้ที่กล่าวโทษตั้งรูปคดีด้วยว่าบุคคลเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร สอดรับกับการตั้งข้อรังเกียจของผู้ใดหรือไม่ ข้อกล่าวหาเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เป็นฐานความผิดชัดแจ้งและมีพยานหลักฐานได้มั่นคงเพียงใด
            ในทางการสอบสวนและรูปคดี ที่ผ่านมาไม่เพียงเฉพาะดีเอสไอเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานสอบสวนในคดีทั่วไป จะเป็นคดีดัง คดีสะเทือนขวัญ คดีการเมืองก็ตาม การกล่าวหาและการสอบสวนที่มี ก็ล้วนแต่เป็นการผลักภาระไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งหากตั้งสมมุติฐานทางการสอบสวนมาเช่นใดพนักงานอัยการก็ต้องสั่งฟ้องตามพนักงานสอบไป แล้วสุดท้ายภาระทั้งหมดในการแก้ต่างต่อสู้คดีก็ตกแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งจากคำพิพากษาต่างๆในคดีอาญา คำวินิจฉัยและเหตุผลประกอบมักปรากฎว่าให้น้ำหนักแก่การทำงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการไม่มีสาเหตุโกรธเคือง ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ต้องหาหรือจำเลยมาก่อน และปฏิบัติหน้าที่ราชการปราศจากอคติใดๆ แล้วท้ายที่สุดพิพากษาลงโทษจำเลย คดีนี้จึงเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย จะพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าหรือความถดถอยไปหรือไม่ อย่าได้มองเพียงว่า ผลประโยชน์ที่อาจมีวาระซ่อนเร้นจากความขัดแย้งนี้จะตกที่ผู้ใดหรือไม่ แต่อาจต้องมองว่าประชาชนพลเมืองไทยจะต้องเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมไปอีกกี่ปีกี่สมัยกัน
      วลีที่ให้ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย มิใช่เป็นการใช้กฎหมายตามใจคนใช้ แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำให้คนใช้อำนาจตามกฎหมายน่าเคารพและเป็นที่ยอมรับได้.

Cr. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=587467968101245&set=a.284778021703576.1073741827.100005141416933&type=3&theater

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ชี้แจงประเด็น ข้อกล่าวหา พระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)


ชี้แจงประเด็น พระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย) ดังต่อไปนี้
*************************
1) ปฏิเสธการเดินทางออกนอกประเทศของหลวงพ่อธั­มมชโย
2) ข้อแท้จริงเรื่องใบรับรองแพทย์
3) ลูกศิษย์ลงชื่อถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริก­าเพื่อขอความเป็นธรรมให้หลวงพ่อ

โดยพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ณ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี


วันนี้ 21 พ.ค. วัดพระธรรมกาย แถลงแจงปมใบรับรองแพทย์ พระธัมมชโย ยันใบรับรองแพทย์ ที่รับรองอาการอาพาธไม่เป็นเท็จ 
พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวโส  ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดแถลงชี้แจงกรณีใบรับรองแพทย์โรงพยาบาลค่ายภาณุรังษี โดยยืนยันว่า แพทย์ได้ไปทำการตรวจพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโยจริง โดยการร้องขอจากคณะแพทย์ที่ทำการรักษา เพราะเห็นว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้มติทางทีมแพทย์ด้วยกันลงความเห็นว่า ใบความเห็นแพทย์ท่านนั้น ไม่ได้เป็นเท็จ อีกทั้งการออกใบความเห็นแพทย์ ให้แก่ผู้ป่วยที่แพทย์ไปตรวจนอกสถานพยาบาลสามารถทำได้ 
ขอขอบคุณแหล่งข่าว: